ฟิสิกส์ (Physics) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ศึกษาธรรมชาติของสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การค้นคว้าหาความรู้ทางฟิสิกส์ทำได้โดยการสังเกต การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสรุปเป็นทฤษฎี หลักการหรือกฎ ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือทำนายสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต และความรู้นี้สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์
1. ฟิสิกส์ คือ การศึกษากฎธรรมชาติ
2. ฟิสิกส์ คือ วิทยาศาสตร์ที่อธิบายวัตถุและพลังงาน
3. ฟิสิกส์ คือ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทั้งมวล
4. ฟิสิกส์ คือ ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและรวบรวมจากปรากฎการณ์ธรรมชาติ
การศึกษาหาข้อพิสูจน์ต่างๆทางฟิสิกส์ เน้นข้อมูลที่ได้จากการทดลอง ซึ่งจะช่วยให้สามารถอธิบายข้อสงสัยต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์ได้ ดังนั้นในหลักการทดลองในห้องปฏิบัติการ จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ และแปลความ สรุปผลการทดลองออกมา เมื่อเผยแพร่ออกมาและเป็นที่ยอมรับ จะนำไปสู่การสรุปเป็นทฤษฎีและกฎต่อไป ในการทดลองจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการวัดข้อมูลอย่างละเอียดและแม่นยำ โดยข้อมูลนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) และ ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data)
ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลที่ไม่มีขนาด ไม่สามารถวัดออกมาได้ เป็นสิ่งที่ได้จากการสังเกตของการรับรู้ทางความรู้สึก และสัมผัสเท่านั้น เช่น สี กลิ่น รส
ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นข้อมูลที่สามารถวัดได้เป็นปริมาณเชิงตัวเลข เช่น อุณหภูมิ ระยะทาง น้ำหนัก เป็นต้น ซึ่งก็ต้องมีเครื่องมือในการวัดที่เป็นมาตรฐานสากล จึงจะนำสิ่งที่วัดได้ มาเปรียบเทียบกันได้
ข้อมูลเชิงปริมาณนี้สามารถแสดงความสัมพันธ์ได้ด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่ปรากฎอยู่ในทฤษฎี และกฎทางฟิสิกส์ที่ได้จากการทดลอง เราเรียกปริมาณนี้ว่า ปริมาณกายภาพ (physical quantity) แบ่งออกเป็น
ปริมาณฐาน (base unit)
ปริมาณอนุพัทธ์(derived unit)
และในการบันทึกผลการวัดข้อมูลเชิงปริมาณนี้ มักจะเป็นค่าตัวเลขและมีหน่วยวัดที่ชัดเจน เพื่อบอกปริมาณได้ว่ามากหรือน้อยเป็นจำนวนเท่าไร โดยอาศัยเครื่องมือในการวัดแบบต่างๆ ที่ได้มีการพัฒนาให้เป็นมาตรฐานสากล ตัวอย่างเช่น
คำอุปสรรค สัญลักษณ์ ตัวพหุคูณ
กิโล (kilo) k 103
เมกะ (mega) M 106
จิกะ (giga) G 109
--------------------------------------------------------------------------------
วัตถุจะรักษาสภาพนิ่งหรือเคลื่อนที่สม่ำเสมอในแนวตรงนอกจากจะมีแรงลัพธ์ซึ่งมีขนาดไม่เป็นศูนย์มากระทำจะได้สมการการเคลื่อนที่เป็น 

บางครั้งเรียกว่า กฏแห่งความเฉื่อย
ถ้ามีแรงลัพธ์ซึ่งมีขนาดไม่เป็นศูนย์มากระทำต่อวัตถุ วัตถุจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งในทิศทางเดียวกับแรงลัพธ์ที่มากระทำขนาดของความเร่งจะแปรโดยตรงกับแรงลัพธ์ และแปรผกผันกับมวลของวัตถุนั้นจะได้ สมการของการเคลื่อนที่เป็น 

เมื่อมีแรงกิริยา ย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันและมีทิศทางตรงกันข้ามเรียกแรงกิริยาและแรงปฏิกิริยาคู่ใด ๆ ว่า แรงคู่ปฏิกิริยา แรงคู่ปฏิกิริยาใดมีสมบัติ 4 ประการคือ
1.เกิดขึ้นพร้อมกัน
2.มีขนาดเท่ากัน
3.ทำซึ่งกันและกัน
แรงโน้มถ่วงของโลก (Gravitational force : ) คือแรงที่โลกกระทำต่อมวลของวัตถุ ทำให้ วัตถุมีน้ำหนัก โดยที่ หรือ 

แรงตึงในเส้นเชือก (Tension force ) คือแรงที่เกิดขึ้นในเส้นเชือกที่ถูกขึงตึง โดยที่ ในเส้นเชือกเดียวกันย่อมมีแรงตึงเท่ากันทุกจุด และทิศทางของแรงตึง มีทิศทางอยู่ในแนวของเส้นเชือก
แรงต้านของอากาศ (Air resistance force) คือแรงที่อากาศต่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงต้านของอากาศจะมีขนาดแปรโดยตรงกับอัตราเร็วของวัตถุยกกำลังต่าง ๆ และมีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ
แรงหนืด (Viscosity force) คือแรงที่ ของเหลวต่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ สำหรับวัตถุทรงกลม รัศมี r เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็ว v ในของเหลวหรือก๊าซ ที่มีความหนืด
แรงเสียดทาน (Friction force ) คือแรงที่ต่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ เกิดขึ้น ระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ กับพื้นผิวใด ๆ มี 2 ประเภทคือ
แรงเสียดทานสถิต (Static friction : ) เกิดขึ้นในวัตถุที่หยุดนิ่ง ในขณะที่วัตถุเริ่มเคลื่อนที่ แรงเสียดทานสถิต จะมีค่าสูงสุดเรียกว่า starting friction or limiting friction
แรงเสียดทานจลน์ (Kinetic friction : ) เกิดขึ้นในวัตถุที่มีการเคลื่อนที่ แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ
sliding friction เกิดจากการไถลของวัตถุชนิดหนึ่งบนวัตถุอีกชนิดหนึ่ง
rolling friction เกิดจากการกลิ้งไปของวัตถุชนิดหนึ่งบนวัตถุอีกชนิดหนึ่ง
-มีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ผิวสัมผัส
-ขนาดของแรงขึ้นกับชนิดของคู่ผิวสัมผัสนั้น ๆ
-ขนาดของแรงไม่ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวสัมผัสหรือรูปร่างของวัตถุในระหว่างผิวสัมผัสคู่ใด ๆ
-ขนาดของแรงเสียดทานจะแปรผกผันกับแรงปฏิกิริยาที่ตั้งฉากกับผิวสัมผัส
คือ อัตราส่วนระหว่างแรงเสียดทานต่อแรงปฏิกิริยาที่ตั้งฉากกับผิวสัมผัส มี 2 ชนิด
-สัมประสิทธิ์ของความเสียดทานสถิต
-สัมประสิทธิ์ของความเสียดทานจลน์
-เป็นอัตราส่วนระหว่างแรงเสียดทานต่อแรงปฏิกิริยา
-ไม่ขึ้นกับขนาดของพื้นที่ผิวสัมผัส
-ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุที่เป็นคู่ผิวสัมผัส
-ขึ้นกับลักษณะของคู่ผิวสัมผัส
-ขึ้นกับอุณหภูมิของผิวสัมผัส ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นสัมประสิทธิ์ของความเสียดทานจะลดลง
เราจะเคยเห็นการแกว่งเชือกที่ผูกติดกับถังน้ำในแนวดิ่ง การปล่อยให้ลูกกลมโลหะ เคลื่อนที่บนรางในแนวดิ่ง และการเคลื่อนที่ของรถไฟตีลังกาในสวนสนุก
1.ทำไมน้ำในถังน้ำจึงไม่หกออกจากถังน้ำ
2.ทำไมลูกกลมเหล็กจึงไม่ตกจากราง
3.และทำไมคนจึงไม่ตกจากรถรางที่เคลื่อนที่กลับหัวลง เป็นต้น












4 ความคิดเห็น:
สวยค่ะ สวย มีสาระดีมาก
เอ่อ..ออ แต่เอารูปตัวเองใส่จะดีกว่าไหมคะ..อิอิ
555+
แวะมาคอมเม้นจ่ะๆ
:')
เจ๋ง มากที่รัก ><
แสดงความคิดเห็น